วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

6 สัญญาณเตือนว่าสมองของเราเริ่มเสื่อมแล้ว

6 สัญญาณเตือนว่าสมองของเราเริ่มเสื่อมแล้ว
สมองของคนเราประกอบไปด้วยเซลล์สมองนับเป็นพันๆ ล้านตัว ซึ่งเซลล์สมองมีลักษณะที่เปราะบางมาก และเมื่อเซลล์เหล่านี้ตายไปก็จะไม่มีการงอกขึ้นทดแทนได้ใหม่เหมือนผมและเล็บ

Alzheimers_disease

            โดยธรรมชาติเมื่อคนเราอายุมากขึ้นจำนวนของเซลล์สมองก็จะลดจำนวนลงหรือที่เรียกว่าสมองเริ่มเสื่อมถอย และถ้ามีปัจจัยของโรคต่าง ๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเนื้องอกหรือมะเร็งในสมอง โรคซิฟิลิสขึ้นสมอง โรคไทรอยด์ต่ำ โรคตับวาย โรคไตวาย รวมทั้งมีภาวะติดเหล้า ติดยาเสพติดหรือใช้ยานอนหลับเป็นระยะเวลานาน ก็จะยิ่งมีผลทำให้เซลล์สมองลดลงมากยิ่งขึ้นไปอีกเพราะมีการถูกทำลาย
            ภาวะของสมองเสื่อมมักพบในกลุ่มของผู้สูงอายุ โดยเฉลี่ยมักพบในกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ซึ่งวิธีสังเกตถึงสัญญาณเตือนว่าสมองของตัวคุณเองหรือของคนใกล้ตัวเริ่มเสื่อมแล้วหรือยัง มีดังนี้

1. หลงลืมข้อมูลที่มีความสำคัญ
            ความจริงแล้วอาการหลง ๆ ลืม ๆ เป็นเรื่องปกติของคนที่มีวัยมากขึ้น เช่น ลืมว่าวางของไว้ที่ไหน แต่คนใกล้ชิดอาจต้องสังเกตว่าหากเป็นการลืมสิ่งที่สำคัญและพบเห็นอยู่ทุกวันในชีวิตนั้นถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เช่น ลืมคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดที่เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน หรือการลืมสิ่งที่เพิ่งทำไปในระยะเวลาอันสั้น เช่นเพิ่งทานข้าวเสร็จไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เมื่อมีใครมาถามว่ากินข้าวหรือยัง กลับบอกว่ายังไม่ได้กินหรือจำไม่ได้แล้ว ลักษณะหลงลืมเช่นนี้อาจวิเคราะห์ได้ว่าผู้นั้นเข้าข่ายของการมีความเสื่อมถอยทางสมองแล้วก็เป็นได้

2. หลงลืมทิศทาง
            ข้อนี้เป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายมากที่สุดอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุที่มีอาการของโรคสมองเสื่อม ผู้อ่านคงเคยชินกับข่าวประกาศหาผู้สูงอายุที่หายออกจากบ้านผ่านทางรายการวิทยุและสื่อต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ซึ่งอาจเกิดจากผู้สูงอายุเดินทางออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูก จำทางกลับบ้านไม่ได้หรือจำไม่ได้แม้กระทั่งซอยหรือละแวกที่อยู่อาศัย ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่มีผู้สูงอายุหายออกจากบ้านไป โดยผู้สูงอายุท่านนี้เป็นผู้ที่มีความรู้สูงลูกหลานก็พยายามตามหาโดยประกาศออกทางหนังสือพิมพ์ที่มีรายละเอียดและรูปของผู้สูงอายุท่านนี้ ปรากฏว่าผู้สูงอายุท่านนี้เดินออกจากบ้านไปเรื่อยๆ เพราะจำบ้านของตนเองไม่ได้ รวมทั้งจำไม่ได้ด้วยว่าตนเองเป็นใคร ชื่ออะไร ในที่สุดหลงเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งและผู้สูงอายุท่านนี้ได้มาขออาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ซึ่งเจ้าของบ้านเป็นคนมีจิตใจดีจึงได้ดูแลผู้สูงอายุท่านนี้ไว้ โดยผู้สูงอายุท่านนี้ได้คอยช่วยสอนการบ้านให้หลานเจ้าของบ้านอีกด้วย แต่ในที่สุดเรื่องนี้ได้จบลงแบบ Happy Ending เพราะเจ้าของบ้านได้อ่านพบข่าวในหนังสือพิมพ์และได้พาผู้สูงอายุท่านนี้ไปส่งที่บ้านในที่สุด
            ดังนั้น หากเป็นไปได้จึงไม่ควรให้ผู้สูงอายุของเราเดินทางไปไหนมาไหนโดยลำพัง หากไม่สามารถจะไปกับท่านได้อาจต้องใช้วิธีจ้างรถรับจ้างที่พอจะรู้จักคุ้นเคยกัน หรือจ้างจากแหล่งที่น่าเชื่อถือที่จะติดตามตรวจสอบได้ให้พาท่านไปแทน และควรจะมีนามบัตรซึ่งมีที่อยู่ ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของคนดูแลติดไว้ในกระเป๋าของผู้สูงอายุของเราด้วยเพื่อจะสามารถติดต่อถึงกันได้

3. คิดคำพูดไม่ออก
            สัญญาณหนึ่งของคนที่มีอาการสมองเสื่อมคือ การมีปัญหาในการใช้ภาษาโดยความสามารถในการใช้ภาษาลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาจเริ่มจากการเรียกชื่อสิ่งของต่าง ๆ ไม่ถูกต้อง เช่น เห็นพัดลม อาจจะเรียกชื่อไม่ถูก หรือเรียกแค่ พัด เฉย ๆ หรือถามว่าอาหารอร่อยไหม เปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร ก็จะอธิบายถึงรสชาติอาหารไม่ได้

4. มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
            เช่น จากคนที่เคยเป็นคนสุภาพเรียบร้อยระมัดระวังตัว อาจจะกลายเป็นคนไม่สุภาพไม่ระมัดระวังตัวเหมือนเช่นเคย เช่น ไม่ยอมขับถ่ายในห้องน้ำ แต่จะปัสสาวะและอุจจาระเรี่ยราดไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่ยอมสวมเสื้อผ้า หรือจากคนที่ช่างพูดกลายเป็นคนเงียบ ๆ มีอาการซึมเศร้า จากคนอารมณ์ดีกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายหรือทำร้ายผู้อื่น หรือทำลายข้าวของ

5. ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำได้เหมือนเดิม
            เช่น เคยขับรถได้ แต่ตอนนี้ขับไม่ได้แล้วเพราะลืมไปแล้วว่าวิธีขับ ๆ อย่างไร เคยเปิดปิดโทรทัศน์ได้ เคยใช้โทรศัพท์ได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมอาจไม่สามารถทำหรือคิดเรื่องที่ซับซ้อนเหมือนเดิมได้อีกต่อไป เช่น อ่านหนังสือไม่ออกหรือคิดเลขไม่ได้

6. มีอาการคลุ้มคลั่ง
            ในกรณีของผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากการใช้ยาเสพติดติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง เสียสติ ประสาทหลอน และมีผลโดยตรงต่อการทำให้เกิดสมองเสื่อม จดจำอะไรไม่ค่อยได้ อีกทั้งมีพฤติกรรมแปรปรวนถึงขั้นทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้
            จริง ๆ แล้วอาการสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคนเนื่องจากวัยที่มากขึ้น เพียงแต่จะมากหรือจะน้อยอยู่ที่ปัจจัยแวดล้อมต่างหาก หากคนที่ไม่ได้เป็นโรคประจำตัวใด ๆ เลยอาจมีความเสื่อมถอยของสมองน้อย เหมือนเช่นที่เราเห็นผู้สูงอายุวัย 90 กว่ายังมีความจำที่ดีอยู่ แต่หากท่านใดที่มีโรคประจำตัว เช่นเบาหวาน ความเครียด อาจมีผลให้สมองเสื่อมถอยเร็วขึ้น
            ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงทั้งกายและใจ ทำให้อารมณ์แจ่มใส ไม่เครียด แต่หากเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีโรคประจำตัวขึ้นมาก็ควรรีบรักษา เพราะอาจส่งผลต่อระบบการทำงานของสมองได้ และที่สำคัญคือหากเราต้องดูแลผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมแล้ว เราต้องใจเย็นและมีความเห็นใจท่านเหล่านั้นให้มาก เพราะเขาจะดูแลตัวเองไม่ได้เหมือนเดิม เมื่อเรามีหน้าที่ดูแลท่านก็ดูแลให้ได้ดีที่สุดเหมือนกับตอนที่ท่านยังหนุ่มสาวท่านก็เลี้ยงดูเราอย่างดีเสมอมา

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Google


  ในแต่ละเดือนมีการค้นหาผ่านกูเกิล เสิร์ช มากกว่า 100,000 ล้านครั้ง หรือมากกว่า 3,000 ล้านครั้งต่อวัน

Google

16-20% ของจำนวนคำค้นหาที่กูเกิลได้รับในทุก ๆ วัน เป็นคำค้นหาที่ไม่เคยมีมาก่อน
คำค้นหาบนกูเกิล จะเดินทางไปมาระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉลี่ยระยะทางรวม 1,200 กิโลเมตร
การค้นหาผ่านกูเกิล ใช้งานได้ 146 ภาษา
กูเกิล เสิร์ช รองรับการใช้งานได้ถึง 181 โดเมนเนมทั่วโลก (เช่น .co.jp สำหรับประเทศญี่ปุ่น)
กูเกิล เสิร์ช จะใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 1/4 วินาที เพื่อแสดงผลการค้นหา (กะพริบตาใช้เวลา 1/10 วินาที)
เนื้อที่การจัดเก็บข้อมูลของกูเกิลเพิ่มขึ้นจากความจุมากกว่า 100 เพตาไบต์ หรือประมาณ 100,000 เท่าของห้องสมุดใน สภา คองเกรส
          บนหน้าโฮมเพจของกูเกิลทั่วโลก มีภาพ กูเดิลแสดงให้เห็นแล้วเกินกว่า 1,000 ภาพ

คุณมีแนวโน้มคิดบวกหรือคิดลบมากกว่ากัน

แบบทดสอบว่าคุณมีแนวโน้มคิดบวกหรือคิดลบมากกว่ากัน
อะไรส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่ากันระหว่าง สถานการณ์ที่คุมไม่ได้ กับ ความคิดที่คุมไม่ได

 คมคิด : มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ (Adapted from Matthew 6:27, 2012)

       Q: คุณหมอครับ ไม่กี่วันมานี้ ผมได้ข่าวเพื่อนป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลาม อายุก็ยังไม่มาก 50 ต้นๆ เองครับ ผมก็กังวลว่า เอ? เพื่อนเราก็ดูแข็งแรงนะ
ยังเป็นเลย แล้วเราจะเป็นหรือเปล่านี่ แต่ประวัติครอบครัวเราก็ไม่มีนะ บางทีคิดวนไปวนมาจนนอนไม่หลับก็มีนะครับ อย่างนี้ผมคิดลบหรือกังวลมากไปหรือเปล่าครับ

       A: หมอยุทธนา: การคิดลบเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ที่รับมือได้ยาก เพื่อเราจะรักษาชีวิตให้รอด
 จึงมักนึกถึงว่าหากแย่ที่สุดจะรับมืออย่างไร แต่ทั้งนี้ ก็ต้องมองบนพื้นฐานข้อมูลข้อเท็จจริง มิใช่บนความรู้สึกหวาดกลัว เพื่อให้การคิดนั้นสมจริง (Reasonable)
 และอยู่กับปัจจุบัน (Here & Now)

       แต่บางคนเคยเจอประสบการณ์อดีตที่เลวร้าย เกิดปม หรือแผลในใจ ทำให้เมื่อเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กับที่เคยเจออดีต จะกระตุ้นอารมณ์หวาดกลัว
หรืออารมณ์เชิงลบ (Negative emotion) ขึ้นมาทันที ทำให้รบกวนการคิดพิจารณา ทำให้คิดไม่สมจริง อาจเป็นแบบสูงเกิน (Over) หรือ ต่ำกว่า (Under) ความเป็นจริง
 จึงกลายเป็นการคิดลบที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มากกว่าจะช่วยให้พร้อมรับมือ

       วันนี้ ผมจึงขอเสนอแบบสำรวจ อาการคิดลบ ซึ่งเคยใช้ในการอบรมหัวข้อ “สู่ความเป็นเลิศ...ด้วยพลังทีมคิดบวก” ในหลายองค์กร
 ลองตรวจสอบตัวเราก่อนได้นะครับ (Adapted from Mind Tools Ltd. 2011).

       แบบสำรวจอาการคิดลบ (Negative thinking Check) (กรุณาศึกษาเพิ่มเติมที่ www.HowAreYou.co.th)

       ช่วงที่ผ่านมา ท่านใช้ชีวิตและทำงานเป็นอย่างไรบ้าง? (กรุณา √ ข้อที่ตรงตัวท่าน)

       1.เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ฉันมักตำหนิตนเอง จนมองข้ามข้อเท็จจริงไป
       2.เมื่อผลงานของฉันออกมาดีหรือตัดสินใจได้ถูกต้องในเรื่องหนึ่ง ฉันมักคิดไปว่าเป็นเพราะฉันเก่ง และนับแต่นี้ ฉันสามารถทำสำเร็จได้เองในทุก ๆ เรื่อง
       3.เมื่อฉันได้รางวัล ฉันมักคิดไปว่าเกิดจากบังเอิญ หรือโชคช่วย มากกว่าจะเกิดจากความสามารถที่มีอยู่ในตัวฉัน
       4.เมื่อฉันไม่ถูกมอบหมายให้ทำงานที่ฉันคาดหวัง ฉันมักคิดไปว่าฉันไม่สามารถพอ ฉันเป็นคนไม่เอาไหน
       5.เมื่อหัวหน้าเรียกพบ ฉันมักคิดไปว่า ฉันคงจะถูกตักเตือนว่ากล่าวบางเรื่องเป็นแน่
       6.เมื่อเพื่อนหรือรุ่นน้องก้าวหน้า ประสบความสำเร็จ ฉันมักรู้สึกเปรียบเทียบชิงดี มากกว่าจะชื่นชมเรียนรู้
       7.เมื่อฉันเป็นฝ่ายชนะ ฉันมักคิดไปว่าเป็นเพราะคู่แข่งไม่ดีเท่าฉัน ไม่เก่งเท่าฉัน
       8.เมื่องานใหญ่ลุล่วง ฉันมองว่าเกิดจากฉันเป็นผู้นำที่เก่ง จนมองข้ามการทุ่มเทของทีมงานไป
       9.เมื่อฉันเจอวิกฤตบางเรื่อง ฉันมักมองว่าคงต้องมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก ไม่จบง่ายๆ
       10.ปัญหาจากงาน มักรบกวนใจฉันจนส่งผลกระทบถึง ครอบครัว ชีวิตส่วนตัวสุขภาพ

       แปลผลและข้อเสนอแนะ:

       หากมีมากหลายข้อ แสดงถึง มีแนวโน้มคิดลบง่าย อันเป็นการคิดไม่สมเหตุสมผล อาจเป็นแบบสูงกว่าความเป็นจริง หรือ แบบต่ำกว่าความเป็นจริง 
โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ ต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อสถานการณ์ กล่าวคือ...

       หากมีข้อ 1-4 แสดงถึง มีแนวโน้มคิดลบต่อตนเอง
       หากมีข้อ 5-8 แสดงถึง มีแนวโน้มคิดลบต่อผู้อื่น
       หากมีข้อ 9-10 แสดงถึง มีแนวโน้มคิดลบต่อสถานการณ์
http://www.com5dow.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%
B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%88
%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88/2669%E0%B9%81%
E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8
%9A%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E
0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%
99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%
B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%
E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%
81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%
B8%99.html